ผิวขาดน้ำ vs ผิวแห้ง: เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ผิวขาดน้ำกับผิวแห้งอาจจะฟังดูคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วลักษณะผิวทั้งสองแบบต่างกัน และต้นเหตุของปัญหาก็ต่างกันด้วย ผิวแห้ง หมายถึงประเภทของผิวที่ขาดน้ำมัน ในขณะที่ผิวขาดน้ำคือสภาพผิวที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำในผิวไม่เพียงพอ การเข้าใจปัญหาทั้ง 2 แบบจะทำให้การแก้ไขปัญหาผิวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น

ผิวแห้งเป็นประเภทหนึ่งของผิว หากผิวของคุณผลิตไขมันจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังน้อยลงทำให้ขาดไขมันที่จำเป็นในการกักเก็บความชุ่มชื้นและสร้างตาข่ายผิวที่แข็งแรง แสดงว่าคุณมีผิวแห้ง ผิวแห้งมีแนวโน้มที่จะเป็นขุยและคัน และทำให้รู้สึกไม่สบายผิว ผิวแห้งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น อายุ ฤดูกาล และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เมื่อคุณอายุมากขึ้น รูขุมขนของคุณจะผลิตน้ำมันน้อยลงตามธรรมชาติ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะผิวแห้งมากขึ้น ผิวแห้งมักพบมากในช่วงฤดูหนาวเมื่อระดับความชื้นต่ำลง นอกจากนี้ การอาบน้ำร้อนบ่อยๆยังทำให้ผิวของคุณแห้งมากขึ้น การแก้ไขไลฟ์สไตล์บางอย่างอาจช่วยบรรเทาผิวแห้งได้ ผู้ที่มีผิวแห้งควรงดการอาบน้ำร้อน ควรเลือกสบู่ที่อ่อนโยนและใช้ครีม หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ หรือแม้กระทั่งน้ำมันทันทีหลังอาบน้ำ การทาครีมบำรุงผิว หรือแม้กระทั่งน้ำมันหลาย ๆ ครั้งต่อวันเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นก็จะช่วยบรรเทาปัญหาได้เช่นกัน

ขณะที่ผิวแห้งคือผิวที่ขาดน้ำมัน ผิวขาดน้ำ (dehydrated skin) คือสภาพผิวที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำในผิวไม่เพียงพอ ซึ่งสามารถเกิดได้กับประเภทของผิว ไม่ว่าจะผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวมัน หรือผิวผสม ผิวขาดน้ำมักจะดูไม่สดใส และอาจมีสัญญาณของการเสือมสภาพผิวก่อนวัยได้ เช่น ริ้วรอย หรือการสูญเสียความยืดหยุ่นของผิว

วิธีป้องกันและบรรเทาผิวขาดน้ำ ทำได้โดยการบริโภคน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  ดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้วต่อวัน  เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบหลักของร่างกาย และเซลล์ผิว การที่ร่างกายขาดน้ำย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพผิวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จิบน้ำบ่อย ๆ ทุก ๆ 30 นาทีจะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอตลอดเวลาและผิวจะได้สดใสนะคะ นอกจากนี้ การใช้สกินแคร์ที่มีสารประกอบที่มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นกับผิว เช่น Hyaluron, Sodium PCA, glycerin เป็นต้น จะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น และสุขภาพดียิ่งขึ้น